ถ้าคุณชอบบ้านที่ดูอบอุ่น มีเสน่ห์แบบ retro แต่ไม่อยากให้รกหรือดูเยอะเกินไป บิวต์อินสไตล์ Mid-Century Modern อาจเป็นคำตอบที่ใช่ค่ะ
สไตล์นี้ผสมผสานความคลาสสิกของยุค 50s-60s เข้ากับเส้นสายที่เรียบง่าย ใช้ไม้โทนธรรมชาติอย่าง Teak หรือ Walnut เป็นตัวเอก เสริมด้วยสี Accent อย่างเขียว Olive หรือส้มอิฐที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาแต่ไม่แรงจนเกินไป
บทความนี้ Blooka จะพาคุณรู้จักทุกเรื่องของบิวต์อินสไตล์ Mid-Century Modern ตั้งแต่ที่มา ลักษณะเด่น วัสดุที่ใช้ ไปจนถึงไอเดียสำหรับแต่ละห้อง ไม่ว่าจะเป็นครัว ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางทีวี ตู้รองเท้า หรือห้อง/โซนซักรีด พร้อมตัวอย่างของ Edge คอลเลคชั่นบิวต์อินสไตล์ Mid-Century Modern โดย Blokka ค่ะ
Mid-Century Modern คืออะไร?
Mid-Century Modern เป็นสไตล์การออกแบบที่เกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 โดยทั่วไปหมายถึงช่วงปี ค.ศ. 1945-1969 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนมองหาการออกแบบที่เรียบง่าย ใช้งานได้จริง และสะท้อนความหวังต่ออนาคตค่ะ
สไตล์นี้มีรากฐานมาจากแนวคิดของ Bauhaus ในเยอรมนีที่ก่อตั้งโดย Walter Gropius ในปี 1919 ซึ่งเน้นการผสมผสานศิลปะเข้ากับอุตสาหกรรม และได้รับอิทธิพลจาก Scandinavian Design ที่เน้นความเรียบง่าย วัสดุธรรมชาติ และการใช้งานจริงค่ะ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นักออกแบบชาวยุโรปหลายคนย้ายมาสหรัฐอเมริกา รวมถึง Walter Gropius และ Mies van der Rohe ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสไตล์นี้ให้เข้ากับวิถีชีวิตของครอบครัวอเมริกันยุคหลังสงคราม นักออกแบบอย่าง Charles และ Ray Eames ได้ทดลองใช้วัสดุใหม่ๆ อย่างไม้อัดดัดโค้ง ไฟเบอร์กลาส และพลาสติก เพื่อสร้างเฟอร์นิเจอร์ที่สวยงาม ใช้งานได้ดี และผลิตได้ในราคาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้
และนี่คือจุดเริ่มต้นของบิวต์อินสมัยใหม่ค่ะ
หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นที่สุดของยุค Mid-Century Modern คือแนวคิดเรื่องงานบิวต์อินของ George Nelson นักออกแบบระดับตำนาน ได้นำเสนอแนวคิด “Storage Wall” หรือผนังที่ใช้เก็บของได้ ในหนังสือ Tomorrow’s House ปี 1945 แทนที่จะใช้ตู้ลอยตัวที่กินพื้นที่ Nelson เสนอให้ใช้ผนังทำหน้าที่เป็นตู้เก็บของแบบบิวต์อินไปในตัว ซึ่งช่วยประหยัดพื้นที่ ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ และตอบโจทย์บ้านยุคใหม่ที่มีขนาดกะทัดรัดลง แนวคิดนี้ถือเป็นการปฏิวัติวิธีคิดเรื่องการจัดการพื้นที่ในบ้านและยังคงมีอิทธิพลต่องานบิวต์อินจนถึงปัจจุบันค่ะ
แล้วทำไม Mid-Century Modern ยังได้รับความนิยมล่ะ?
แม้จะผ่านมากว่า 70 ปี สไตล์นี้ยังคงอยู่เพราะมีความสมดุลที่หายาก คือดูอบอุ่นแต่ไม่รก ดูคลาสสิกแต่ไม่ล้าสมัย มีเอกลักษณ์แต่ไม่โฉ่งฉ่าง เหมาะกับคนที่ต้องการพื้นที่ที่มีตัวตน แต่ยังรู้สึกสงบและเป็นระเบียบค่ะ
ปัจจุบันแบรนด์อย่าง Herman Miller และ Knoll ยังคงผลิตเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์คลาสสิกจากยุค Mid-Century อยู่ และแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ทั่วโลกก็นำสไตล์นี้มาเป็นแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่องค่ะ
ลักษณะเด่นของสไตล์ Mid-Century Modern
สไตล์ Mid-Century Modern มีลักษณะเฉพาะที่จดจำได้ง่าย และยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับการออกแบบในปัจจุบัน
เส้นสาย: เรียบง่ายแต่ไม่แข็งกระด้าง
Mid-Century Modern เน้นเส้นสายที่สะอาดตา ไม่มีลวดลายหรือการตกแต่งที่ซับซ้อน แต่ก็ไม่ได้เรียบจนดูเย็นชา เส้นตรงมักผสมผสานกับเส้นโค้งอ่อนโยนที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ทำให้ดูมีชีวิตชีวาและเข้าถึงง่าย
วัสดุ: ไม้โทนธรรมชาติเป็นตัวเอก
ไม้เป็นวัสดุหลักของสไตล์นี้ โดยเฉพาะไม้โทนกลางถึงเข้มอย่าง Teak และ Walnut ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น หรือไม้โทนอ่อนอย่าง Oak และ Birch ที่ให้บรรยากาศสว่างและโปร่งขึ้น นอกจากไม้แล้ว ยุค Mid-Century ยังเป็นยุคที่เริ่มใช้วัสดุใหม่อย่างไม้อัดดัดโค้ง โลหะ และพลาสติกในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ด้วยค่ะ
สี: เอิร์ธโทนผสม Accent สีสด
โทนสีหลักมักเป็นสีธรรมชาติจากไม้และสีกลางอย่างขาว เทา หรือครีม แต่สิ่งที่ทำให้ Mid-Century Modern โดดเด่นคือการใช้สี Accent ที่ให้ความรู้สึก retro อย่างเขียว Olive เหลือง Mustard ส้มอิฐ หรือฟ้าน้ำเงิน สีเหล่านี้ถูกใช้อย่างมีจังหวะ ไม่มากจนรก แต่พอให้พื้นที่มีชีวิตชีวา
ฟอร์ม: เรขาคณิตที่เข้าถึงง่าย
เฟอร์นิเจอร์และงานออกแบบยุค Mid-Century มักใช้รูปทรงเรขาคณิตที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทรงกลม ทรงรี หรือสี่เหลี่ยม แต่ถูกทำให้ดูนุ่มนวลด้วยมุมโค้งมนหรือขาเฟอร์นิเจอร์ที่เรียวเล็ก ทำให้ดูเบาและไม่อึดอัด
ฟังก์ชัน: ออกแบบเพื่อใช้งานจริง
หัวใจสำคัญของ Mid-Century Modern คือการออกแบบที่เน้นการใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ความสวยงาม ทุกชิ้นส่วนล้วนมีเหตุผล ไม่มีอะไรเกินจำเป็น ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับงานบิวต์อินที่ต้องตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและการใช้งานในชีวิตประจำวันค่ะ
บิวต์อินสไตล์ Mid-Century เหมาะกับใคร?
บิวต์อินสไตล์ Mid-Century Modern ไม่ได้เหมาะกับทุกคนนะคะ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีลักษณะแบบนี้สักข้อนึง สไตล์นี้อาจตอบโจทย์คุณได้ค่ะ
ชอบความอบอุ่นแบบ retro แต่ไม่อยากให้รก
ถ้าคุณชอบบรรยากาศแบบ vintage ที่มีเสน่ห์และมีตัวตน แต่ไม่อยากได้บ้านที่เต็มไปด้วยของสะสมหรือลวดลายมากมาย Mid-Century Modern ให้ความรู้สึก retro ได้โดยไม่ต้องแน่นจนอึดอัด
ชอบความคลาสสิกที่ไม่ล้าสมัย
สไตล์นี้อยู่มากว่า 70 ปีและยังดูดีอยู่ ถ้าคุณไม่อยากตามเทรนด์ที่เปลี่ยนทุกปี และต้องการบ้านที่ดูดีไปอีกนาน Mid-Century Modern เป็นตัวเลือกที่ใช่สำหรับคุณค่ะ
ชอบพื้นที่ที่สงบแต่ไม่จืดชืด
หลายคนอยากได้บ้านที่ดูเรียบร้อย แต่ก็ไม่อยากให้ดูเหมือนห้องโรงแรมที่ไม่มีตัวตน Mid-Century Modern มีความสมดุลระหว่างความเรียบง่ายกับความมีชีวิตชีวา ทำให้พื้นที่รู้สึกสงบแต่ยังอบอุ่น
เหมาะทั้งบ้านเดี่ยวและคอนโด
ไม่ว่าจะมีพื้นที่มากหรือน้อย บิวต์อินสไตล์นี้ปรับใช้ได้หมดค่ะ สำหรับบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่กว้าง สามารถใช้ไม้โทนเข้มและสี Accent ได้เต็มที่ ส่วนคอนโดที่พื้นที่จำกัด การใช้ไม้โทนอ่อนและเส้นสายที่เรียบจะช่วยให้ห้องดูโปร่งขึ้นค่ะ
แล้วใครบ้างที่อาจไม่เหมาะกับสไตล์นี้?
ถ้าคุณชอบความหรูหราแบบคลาสสิกยุโรป ชอบลวดลายฉูดฉาด หรือชอบสไตล์ industrial ที่ดิบและเท่ Mid-Century Modern อาจไม่ใช่สไตล์ที่คุณกำลังมองหาค่ะ เพราะสไตล์นี้เน้นความอบอุ่นและเรียบง่ายมากกว่าความโดดเด่นแบบจัดจ้าน
องค์ประกอบสำคัญของบิวต์อินสไตล์ Mid-Century Modern
การทำบิวต์อินให้ได้บรรยากาศ Mid-Century Modern ไม่ใช่แค่เลือกสีไม้ให้ถูก แต่ต้องเข้าใจองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำงานร่วมกันค่ะ
วัสดุโครงสร้าง
บิวต์อินส่วนใหญ่ใช้ไม้ HMR (High Moisture Resistant) ปิดผิวเมลามีนเป็นโครงสร้างหลัก เพราะทนความชื้นได้ดีและมีความแข็งแรง สิ่งที่ทำให้เป็น Mid-Century Modern อยู่ที่การเลือกลายไม้และสีของผิววัสดุค่ะ
ผิววัสดุ: ลายไม้โทนธรรมชาติ
หัวใจของ Mid-Century Modern คือไม้โทนธรรมชาติ สำหรับบรรยากาศที่อบอุ่นและ classic สามารถเลือกลายไม้โทนกลางถึงเข้มอย่าง Teak หรือ Walnut ที่ให้สีน้ำตาลอมส้มหรือน้ำตาลเข้ม สำหรับบรรยากาศที่สว่างและโปร่งขึ้น ลายไม้โทนอ่อนอย่าง Oak หรือ Birch เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าค่ะ
สี Accent
สิ่งที่ทำให้ Mid-Century Modern แตกต่างจากสไตล์ minimal ทั่วไปคือการใช้สี Accent ที่ให้ความรู้สึก retro สีที่นิยมใช้ได้แก่ เขียว Olive เขียว Sage เหลือง Mustard ส้มอิฐ และฟ้าน้ำเงิน ซึ่งสีเหล่านี้สามารถนำมาใช้กับชั้นเปิด ขอบบาน หรือผนังหลังตู้ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจโดยไม่ทำให้ดูรกได้ค่ะ
มือจับและดีเทล
รายละเอียดเล็กๆ สร้างความแตกต่างได้มาก บิวต์อินสไตล์ Mid-Century นิยมใช้มือจับแบบฝังหรือเซาะร่อง (Integrated Handle) เพื่อให้หน้าบานดูเรียบและ minimal ที่สุด หรือถ้าต้องการความรู้สึก retro มากขึ้น สามารถใช้มือจับทองเหลืองหรือมือจับหนังแทนได้ค่ะ
ฟิตติ้งและอุปกรณ์
ฟิตติ้งคุณภาพอย่าง Blum ช่วยให้การเปิด-ปิดที่นุ่มนวลและทนทาน ส่วนไฟ LED ภายในตู้หรือใต้ชั้นช่วยเพิ่มบรรยากาศและความสะดวกในการใช้งานค่ะ
ฟังก์ชันซ่อน
อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของบิวต์อินยุค Mid-Century คือการออกแบบฟังก์ชันซ่อนไว้ภายใน เช่น โต๊ะทำงานแบบพับเก็บได้ บาร์เครื่องดื่มที่ซ่อนอยู่หลังบานตู้ หรือชั้นวางที่ปรับระดับได้ แนวคิดนี้ทำให้พื้นที่ดูเรียบร้อยเมื่อไม่ใช้งาน แต่พร้อมใช้งานได้ทันทีเมื่อต้องการค่ะ
ระบบโมดูลาร์
บิวต์อินยุค Mid-Century มักออกแบบเป็นระบบโมดูลาร์ (Modular) ที่ชั้นวางและตู้สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งได้ตามความต้องการ แนวคิดนี้ยังคงใช้ได้ดีกับงานบิวต์อินปัจจุบัน โดยเฉพาะตู้เสื้อผ้าหรือชั้นวางที่ต้องการความยืดหยุ่นในการจัดเก็บ
บิวต์อินเป็นฉากกั้นห้อง
บ้านสไตล์ Mid-Century Modern นิยมใช้แปลนแบบเปิดโล่ง (Open Floor Plan) บิวต์อินจึงมักถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นฉากกั้นห้องไปด้วยในตัว เช่น ชั้นวางแบบโปร่งที่มองทะลุได้ หรือตู้เตี้ยที่กั้นโซนห้องนั่งเล่นออกจากห้องทานอาหาร วิธีนี้ช่วยแบ่งสัดส่วนพื้นที่ได้โดยไม่ทำให้ห้องดูทึบตันค่ะ
บิวต์อิน Mid-Century Modern สำหรับแต่ละห้อง
ครัว Mid-Century Modern
ครัวเป็นพื้นที่ที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึง Mid-Century Modern เพราะสไตล์นี้ทำให้ครัวดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวา ไม่ใช่แค่พื้นที่ทำอาหาร
ครัว Mid-Century มักใช้หน้าบานไม้โทนธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น Teak, Walnut หรือ Oak ผสมกับสี Accent อย่างเขียว Olive หรือส้มอิฐในบางส่วน เช่น ตู้ลอย ชั้นเปิด หรือ backsplash ท็อปครัวอาจเลือกใช้หินสีที่ตัดกับไม้ หรือ Sintered Stone ที่ดูแลง่าย
ดีเทลที่ทำให้ครัวดู Mid-Century ได้แก่ มือจับทองเหลืองหรือดำด้าน โคมไฟแขวนทรง pendant ที่ให้ความรู้สึก retro และการเปิดช่องโชว์สำหรับวางของตกแต่งหรือเครื่องครัวที่สวยงามค่ะ
อ่านบทความ: ครัว Mid-Century Modern จากไอเดียสู่ครัวจริงในบ้านคุณ
ตู้เสื้อผ้าและ Walk-in Closet สไตล์ Mid-Century Modern
ตู้เสื้อผ้าสไตล์ Mid-Century Modern เน้นความเรียบง่ายแต่ใช้งานได้ครบ หน้าบานมักเป็นไม้เรียบไม่มีลวดลาย หรือใช้ไม้ระแนงเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ
สิ่งที่ทำให้ตู้เสื้อผ้าสไตล์นี้โดดเด่นคือการผสมผสานระหว่างบานปิดกับชั้นเปิด บานปิดสำหรับเก็บของที่ไม่อยากโชว์ ส่วนชั้นเปิดสำหรับวางกระเป๋า รองเท้า หรือของใช้ที่หยิบบ่อย ภายในตู้สามารถจัดโซนได้ตามการใช้งาน ทั้งราวแขวน ลิ้นชัก และชั้นวางของค่ะ
สำหรับ Walk-in Closet ที่มีพื้นที่มากขึ้น สามารถเพิ่มเกาะกลางสำหรับวางของหรือนั่งแต่งตัว และใช้ไฟ LED ส่องให้เห็นเสื้อผ้าชัดเจนขึ้นค่ะ
อ่านบทความ: ทำตู้เสื้อผ้าบิวต์อินสไตล์ Mid-Century Modern ต้องรู้อะไรบ้าง
ชั้นวางทีวี (TV Stand/Cabinet) สไตล์ Mid-Century Modern
ชั้นวางทีวีเป็นอีกพื้นที่ที่สไตล์ Mid-Century Modern เข้ามาเปลี่ยนบรรยากาศห้องนั่งเล่นได้อย่างชัดเจน จากตู้ทีวีธรรมดาให้กลายเป็นจุดเด่นของห้องค่ะ
ชั้นวางทีวีสไตล์นี้มักใช้ผนังไม้ระแนง (slat wall) เป็นฉากหลัง ผสมกับตู้เตี้ยลอยติดผนังและชั้นเปิดสำหรับโชว์ของสะสม แผ่นเสียง หนังสือ หรือต้นไม้ การใช้ไฟ LED ซ่อนหลังชั้นหรือใต้ตู้ช่วยเพิ่มบรรยากาศได้มากค่ะ
ฟังก์ชันที่ควรมีคือช่องซ่อนสายไฟ ช่องวาง Set-top Box หรือเครื่องเสียง และลิ้นชักเก็บของเล็กๆ น้อยๆ
อ่านบทความ: บิวต์อินชั้นวางทีวี สไตล์ Mid-Century Modern ไอเดียและสิ่งที่ต้องรู้ก่อนทำ
ตู้รองเท้า (Shoe Cabinet) สไตล์ Mid-Century Modern
ตู้รองเท้าเป็นสิ่งแรกที่แขกเห็นเมื่อเข้าบ้าน การทำให้ตู้รองเท้าดูดีจึงช่วยสร้าง first impression ที่ดีได้ค่ะ
ตู้รองเท้าสไตล์ Mid-Century Modern มักมีช่องเปิดด้านล่างสำหรับวางรองเท้าที่ใช้บ่อย ส่วนบานปิดด้านบนสำหรับเก็บรองเท้าที่ใช้ไม่บ่อย ถ้ามีพื้นที่เพียงพอ สามารถเพิ่มม้านั่งสำหรับนั่งใส่รองเท้า ที่แขวนกุญแจหรือกระเป๋า และกระจกส่องตัวได้ค่ะ
วัสดุและสีควรเข้ากับบิวต์อินส่วนอื่นในบ้าน เพื่อให้ดูเป็นเรื่องเดียวกันตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา
อ่านบทความ: ไอเดียตู้รองเท้าบิวต์อิน Mid-Century Modern สวย ฟังก์ชันครบ
ห้องหรือโซนซักผ้า อบผ้า รีดผ้า (Laundry Cabinet) สไตล์ Mid-Century Modern
ห้องหรือโซนซักทำความสะอาดผ้ามักถูกมองข้าม แต่จริงๆ แล้วเป็นพื้นที่ที่ใช้งานเกือบทุกวัน การออกแบบให้ดูดีและใช้งานง่ายจึงช่วยให้งานบ้านเป็นเรื่องที่น่าทำมากขึ้น
ห้องซักรีดสไตล์ Mid-Century Modern มักใช้เคาน์เตอร์ไม้สำหรับพับผ้า ตู้ปิดสำหรับซ่อนเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้า ชั้นหรือตู้สำหรับเก็บน้ำยาซักผ้าและอุปกรณ์ซักรีด และราวตากผ้าที่ซ่อนหรือพับเก็บได้
การใช้สี Accent เช่น เขียว Sage หรือฟ้าอ่อน ในห้องซักรีดช่วยให้พื้นที่ดูสดใสและไม่น่าเบื่อค่ะ
อ่านบทความ: ห้องซักรีดสไตล์ Mid-Century ออกแบบอย่างไรให้สวยเข้ากับบ้าน และทำงานบ้านได้คล่อง?
แล้วสไตล์ Mid-Century Modern กับสไตล์อื่นๆ ต่างกันอย่างไร?
หลายคนสับสนระหว่าง Mid-Century Modern กับสไตล์อื่นที่ดูคล้ายกัน โดยเฉพาะ Scandinavian และ Modern Minimalist มาดูกันว่าแต่ละสไตล์ต่างกันอย่างไรค่ะ
Mid-Century Modern vs Scandinavian
ทั้งสองสไตล์มีรากฐานจากยุคเดียวกันและมีอิทธิพลต่อกัน แต่บรรยากาศที่ได้ค่อนข้างต่าง
Scandinavian เน้นไม้โทนอ่อนอย่าง Birch หรือ Ash ผสมกับสีขาวและสีกลาง บรรยากาศโดยรวมจะสว่าง โปร่ง สงบ และ minimal มาก ส่วน Mid-Century Modern ใช้ไม้โทนกลางถึงเข้มอย่าง Teak หรือ Walnut และมีสี Accent ที่ให้ความรู้สึก retro บรรยากาศจึงอบอุ่นและมีชีวิตชีวามากกว่า
ถ้าคุณชอบความเรียบง่ายแบบสงบและเบา สไตล์ Scandinavian จะเหมาะกับคุณมากกว่า แต่ถ้าคุณชอบความอบอุ่นที่มีตัวตนมากขึ้น ต้องสไตล์ Mid-Century Modern เลยค่ะ
Mid-Century Modern vs Modern Minimalist
Modern Minimalist เป็นสไตล์ที่เน้นความสะอาดตาและเรียบที่สุด มักใช้สีขาว เทา ดำ เป็นหลัก เส้นสายคมชัด ไม่มีของตกแต่งหรือสี Accent ทำให้บรรยากาศจะดู clean และทันสมัยมาก
Mid-Century Modern มีความอบอุ่นและมีตัวตนมากกว่า แม้จะเรียบง่ายเหมือนกัน แต่การใช้ไม้โทนธรรมชาติและสี Accent ทำให้ดูไม่เย็นชาเหมือน Modern Minimalist
ถ้าชอบบ้านที่ดูเหมือนนิตยสารตกแต่งบ้านสมัยใหม่ เลือก Modern Minimalist แต่ถ้าชอบบ้านที่ดูอบอุ่นและมีเสน่ห์แบบ retro เลือก Mid-Century Modern ค่ะ
Mid-Century Modern vs Vintage / Retro
คำว่า Vintage หรือ Retro มักถูกใช้รวมๆ กับของเก่าหรือของที่ดูเก่า ซึ่งกว้างกว่า Mid-Century Modern มาก คำว่า Vintage อาจหมายถึงของจากยุค 20s, 30s, 70s หรือ 80s ก็ได้ และมักมีของสะสม ลวดลาย และสีสันที่หลากหลาย
Mid-Century Modern จะมีความเจาะจงกว่า คือสไตล์จากยุค 40s-60s ที่เน้นความเรียบง่ายและฟังก์ชัน แม้จะให้ความรู้สึก retro เหมือนกัน แต่ไม่รกหรือเยอะเหมือน Vintage ทั่วไปค่ะ
สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนทำบิวต์อิน Mid-Century Modern
ก่อนตัดสินใจทำบิวต์อินสไตล์ Mid-Century Modern มีบางเรื่องที่ Blokka อยากให้คุณคิดไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงใจและไม่มีปัญหาตามมาค่ะ
งบประมาณ
บิวต์อินสไตล์ Mid-Century Modern ไม่ได้แพงกว่าสไตล์อื่นโดยตัวสไตล์เอง สิ่งที่มีผลต่อราคาคือขนาดพื้นที่ วัสดุที่เลือก และฟิตติ้งที่ใช้ค่ะ
ถ้าต้องการควบคุมงบ สามารถเลือกใช้เมลามีนลายไม้แทนไม้จริง ซึ่งให้ลุคที่ใกล้เคียงกันในราคาที่ต่างกันมาก ส่วนฟิตติ้งอย่าง Blum ที่ Blokka เลือกใช้อาจมีราคาสูงกว่าฟิตติ้งทั่วไป แต่ความทนทานและความนุ่มนวลในการใช้งานก็คุ้มค่าในระยะยาวค่ะ
พื้นที่และแสงธรรมชาติ
สไตล์ Mid-Century Modern ใช้ไม้โทนกลางถึงเข้มเป็นหลัก ถ้าห้องมีแสงธรรมชาติน้อยหรือพื้นที่เล็ก การใช้ไม้โทนเข้มทั้งหมดอาจทำให้ห้องดูมืดและอึดอัดได้
ทางออกคือเลือกไม้โทนอ่อนลงมาอย่าง Oak แทน Walnut หรือใช้ไม้โทนเข้มเฉพาะบางส่วนผสมกับสีอ่อนหรือชั้นเปิด เพื่อให้ห้องดูโปร่งขึ้นค่ะ
การดูแลรักษา
บิวต์อินที่ใช้เมลามีนปิดผิวดูแลง่าย เช็ดทำความสะอาดได้ด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ ไม่ต้องเคลือบหรือทาน้ำมันเหมือนไม้จริง
สิ่งที่ควรระวังคือการใช้สารเคมีรุนแรงหรือของแหลมขูดผิว และสำหรับบิวต์อินในครัวหรือห้องน้ำ ควรเลือกใช้วัสดุที่ทนความชื้นได้ดีอย่างที่ Blokka เลือกใช้คือ HMR หนา 18 mm. เกรด E1 V70ค่ะ คุณสมบัติไม้จะมีการกันความชื้น และเหมาะกับงานเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านค่ะ
ระยะเวลาในการทำ
งานบิวต์อินโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของงาน ระยะเวลานี้รวมถึงการออกแบบ ผลิต และติดตั้งค่ะ
สิ่งที่ช่วยให้งานราบรื่นคือการเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนเริ่มงาน เช่น แบบห้อง ตำแหน่งปลั๊กไฟ และความต้องการในการใช้งาน
ความสอดคล้องกับส่วนอื่นของบ้าน
ถ้าทำบิวต์อิน Mid-Century Modern เฉพาะบางห้อง คุณควรพิจารณาด้วยว่าจะเข้ากับส่วนอื่นของบ้านไหม การเลือกโทนสีและวัสดุที่สามารถเชื่อมต่อกับห้องอื่นได้จะทำให้บ้านดูเป็นเรื่องเดียวกันค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
บิวต์อิน Mid-Century Modern ราคาเท่าไหร่?
ราคาขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ วัสดุที่เลือก และฟิตติ้งที่ใช้ โดยทั่วไปบิวต์อินสไตล์ Mid-Century Modern ไม่ได้แพงกว่าสไตล์อื่น สิ่งที่มีผลต่อราคามากคือฟิตติ้งคุณภาพสูงอย่าง Blum และการเพิ่มดีเทลพิเศษ เช่น ผนังไม้ระแนงหรือไฟ LED ทางที่ดีคือปรึกษาและขอใบเสนอราคาเพื่อให้ได้ตัวเลขที่ตรงกับความต้องการค่ะ
ทำบิวต์อิน Mid-Century ในคอนโดได้ไหม?
ได้ค่ะ สไตล์นี้ปรับใช้ได้ทั้งบ้านเดี่ยวและคอนโด สำหรับคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด แนะนำให้เลือกไม้โทนอ่อนอย่าง Oak หรือ Birch ผสมกับชั้นเปิดและสีอ่อน เพื่อให้ห้องดูโปร่งขึ้น และใช้สี Accent เป็นจุดเน้นเล็กๆ แทนการใช้สีเข้มทั้งหมดค่ะ
ใช้เวลาทำนานแค่ไหน?
โดยทั่วไปประมาณ 4-8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของงาน ระยะเวลานี้รวมการออกแบบ ผลิต และติดตั้ง การเตรียมข้อมูลให้พร้อมตั้งแต่ต้น เช่น แบบห้องและความต้องการในการใช้งาน จะช่วยให้กระบวนการราบรื่นขึ้นได้ค่ะ
ดูแลรักษายากไหม?
ไม่ยากค่ะ บิวต์อินที่ใช้เมลามีนปิดผิวดูแลง่าย แค่ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาด ไม่ต้องเคลือบหรือทาน้ำมันเหมือนไม้จริง สิ่งที่คุณควรหลีกเลี่ยงคือสารเคมีรุนแรงและของแหลมที่อาจขูดผิวได้ค่ะ
เลือกสีไม้อย่างไรให้เข้ากับบ้าน?
ให้ดูจากแสงธรรมชาติและขนาดห้องเป็นหลัก ห้องที่มีแสงมากและพื้นที่กว้างสามารถใช้ไม้โทนเข้มอย่าง Walnut ได้เต็มที่ ส่วนห้องที่แสงน้อยหรือพื้นที่เล็กควรใช้ไม้โทนอ่อนกว่าอย่าง Oak หรือผสมกับสีอ่อนเพื่อไม่ให้อึดอัด นอกจากนี้ควรดูโทนสีพื้น ผนัง และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ในบ้านด้วย เพื่อให้ทุกอย่างเข้ากันค่ะ
Mid-Century Modern เหมาะกับบ้านสไตล์ไหน?
สไตล์นี้เข้ากันได้ดีกับบ้านหลายแบบ โดยเฉพาะบ้านสมัยใหม่ที่เน้นความโปร่งและเรียบง่าย บ้านสไตล์ลอฟท์ หรือบ้านที่ต้องการเพิ่มความอบอุ่นให้กับพื้นที่ที่ดูเย็นชา สิ่งสำคัญคือการเลือกโทนสีและวัสดุที่สอดคล้องกับองค์ประกอบอื่นของบ้าน และสะท้อนความเป็นตัวตนเจ้าของบ้านค่ะ
Edge Collection บิวต์อินสไตล์ Mid-Century Modern โดย Blokka
สำหรับคนที่ชอบสไตล์ Mid-Century Modern และกำลังมองหาบิวต์อินที่ตอบโจทย์ทั้งดีไซน์และการใช้งาน Edge Collection โดย Blokka ออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะค่ะ
คอนเซ็ปต์ของ Edge คืออะไร?
Edge นำความอบอุ่นของดีไซน์ Mid-Century Modern มาผสานกับเส้นสายที่เรียบและคมชัดแบบงานบิวต์อินร่วมสมัย ไม้โทนธรรมชาติ สีที่ให้ความรู้สึก retro และรายละเอียดที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจ เพื่อสร้างพื้นที่ที่ดูมีตัวตน อบอุ่น เรียบง่าย แต่โดดเด่นด้วยเส้นสายที่คมและสะอาดตา
Edge เหมาะกับคนที่ชอบความคลาสสิกแบบมีชีวิตชีวา แต่อยากอยู่ในพื้นที่ที่ดูสงบและเป็นระเบียบค่ะ
ผลงานบิวต์อินจริงจาก Edge Collection
Blokka ได้ทำงานบิวต์อินสไตล์ Mid-Century Modern ในหลายประเภทพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นครัวที่ใช้ไม้โทน Walnut ผสมกับสี Accent เขียว Olive ตู้เสื้อผ้าที่มีทั้งบานปิดและชั้นเปิดสำหรับโชว์ของ ชั้นวางทีวีที่ใช้ผนังไม้ระแนงเป็นฉากหลัง ตู้รองเท้าที่มีม้านั่งและช่องเปิดสำหรับรองเท้าใช้บ่อย ไปจนถึงห้องซักรีดที่ดูดีจนอยากทำงานบ้านเลยค่ะ
ทุกชิ้นงานของเราใช้ฟิตติ้ง Blum ที่เปิด-ปิดนุ่มนวลและทนทาน พร้อมดีเทลที่คิดมาแล้วทั้งเรื่องความสวยงามและการใช้งานจริง
ถ้าคุณสนใจบิวต์อินสไตล์ Mid-Century Modern หรืออยากดูว่า Edge Collection เหมาะกับบ้านของคุณไหม ปรึกษาทีม Blokka ได้เลยค่ะ เราพร้อมช่วยตั้งแต่ออกแบบ เลือกวัสดุ ไปจนถึงติดตั้งเสร็จสมบูรณ์
ชมผลงานครัวบิวท์อิน และติดต่อ Blokka ได้ที่ Line: @blokka


